เขย่ายุทธศาสตร์ BOI ปั๊มลงทุนพุ่ง 6 แสนล้านฟื้นเศรษฐกิจ

April 30, 2022

ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนระยะ 7 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เริ่มใช้เมื่อปี 2558 ได้สิ้นสุดลงในปี 2564 ปรากฏภาพความสำเร็จที่สามารถช่วยขับเคลื่อนยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีมูลค่า 2.18 แสนล้านบาท เป็น 6.42 แสนล้านบาท ในปี 2564
ล่าสุดไทยต้องยกร่างยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ สำหรับปี 2566-2572 ให้เสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อกำหนดทิศทางการส่งเสริมการลงทุน ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตโควิด-19 เพื่อปั๊มรายได้จากภาคการลงทุนให้เติบโตสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ที่ต้องการปลุกปั้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) คู่ขนานกับการส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
- เปิดวิธีขอกู้ กองทุนชราภาพ ก่อนอายุ 55 ปี มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
- ตรวจหวย ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 (อัพเดต)
- เปิดประวัติ คังคุไบ ราชินีมาเฟียแห่งมุมไบตัวจริง
หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ย้ำเสมอว่า ประเทศไทยจะหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางได้นั้น จะต้องดึงการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกเข้ามาให้ได้ บริษัทที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง บริษัทที่มีนวัตกรรม เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ได้ เรื่องของผู้เชี่ยวชาญ บุคลากร และนวัตกรรม ภายใต้เงื่อนไขการลงทุนที่ต้องแลกกับสิทธิประโยชน์ที่บีโอไอให้ โดยทั้งหมดทั้งมวลเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการลงทุน เป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก
ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกขับเคลื่อนมาแล้วถึง 5 ปี ขณะที่ S-curve ได้เพิ่มอีก 3 มาเป็น 13 อุตสาหกรรม โดยเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นอุตสาหกรรม

ล่าสุด จึงเห็นได้ว่าระยะหลังบีโอไอจะให้การส่งเสริมกิจการที่เป็นกลุ่มพลังงานทดแทน กิจการที่เป็นกรีน กิจการที่ไม่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นี่คือหนึ่งโจทย์ที่ยุทธศาสตร์บีโอไอได้เริ่มปรับ ต่อมาจากที่ให้ความสำคัญอยู่ก่อนแล้วก็หันกลับมาคลายล็อกข้อจำกัดบางเรื่องกับกิจการขนาดเล็ก หรือ SMEs ทั้งการลดวงเงินลงทุนลงเหลือ 500,000 บาท หรือแม้แต่อนุญาตให้นำเครื่องจักรใช้แล้วในประเทศมาใช้ในโครงการได้ ยกเว้นภาษีเงินได้ 2 เท่า
การส่งเสริมกิจกรรมภายในประเทศ ผลักดันให้เปิดตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น รวมทั้งการให้ทุนหมุนเวียนสำหรับ SMEs รายที่ทำเรื่องของนวัตกรรม โดยดึงเอา พ.ร.บ.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (กองทุน 10,000 ล้านบาท) จากเดิมที่กองทุนนี้จะมุ่งพิจารณาให้กับนักลงทุนรายใหญ่ที่มีอิมแพ็กต์ต่อประเทศมาก ๆ ด้วย เพราะข้อแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างซับซ้อน การเจรจาที่ไม่ตกผลึก ทำให้การดึงเงินกองทุนนี้ออกมาจึงทำได้ยาก แต่เมื่อยืดหยุ่นให้ SMEs แล้ว จึงทำให้ประสิทธิภาพของกองทุนนี้ถูกดึงออกมาใช้อย่างสมเหตุสมผล
กระจายการเติบโตสู่ SMEs
สอดคล้องกับภาคเอกชน “นายเกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มุ่งเสนอให้บีโอไอปรับยุทธศาสตร์ใหม่ โดยหันมามองที่ผู้ประกอบการรายเล็ก และนักลงทุนในประเทศมากขึ้น เพราะแม้ว่ารายใหญ่จะมีเม็ดเงินลงทุนสูง ซึ่งไตรมาส 1 ปี’65 จะเห็นได้ว่ามีโครงการขอลงทุน 378 โครงการ เพิ่มขึ้น 1% มีมูลค่า 110,733 ล้านบาท ลดลง 6% แต่จำนวนทั้งหมดมันไม่สำคัญเท่ากับว่าเราได้ส่งเสริมอุตสาหกรรม กิจการรายเล็กในประเทศได้มากน้อยขนาดไหน
ซึ่งก็เป็นที่น่าดีใจ เพราะในที่สุดการปลดล็อกหลายเรื่องก็ทยอยตามมา แม้บีโอไอจะยังคงยึดเป้าหมายเรื่องการชักจูงนักลงทุนรายใหญ่ที่เป็นบริษัทมีนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง บริษัทที่เป็นอุตสาหกรรมแทรนด์โลกอย่างรถไฟฟ้า EV โซลาร์เซลล์ ยา อุตสาหกรรมทางการแพทย์
แต่จากนี้บีโอไอจะเบนเข็มมามองนักลงทุนในประเทศ สร้างกิจกรรมแมตชิ่งรายเล็กกับรายใหญ่ให้เกิดเป็นห่วงโซ่ของซัพพลายเชนกันและกัน ปรับสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุม ซึ่งจะมีการเพิ่มประเภทกิจการใหม่ ๆ แต่ก็ไม่ทิ้งนักลงทุนต่างชาติ
ขณะเดียวกันยุทธศาสตร์ใหม่ จะต้องล้อไปกับวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งการระบาดของเชื้อโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ดังนั้น กิจการที่จะถูกกำหนดขึ้นมาใหม่ จะผลักดันการเกิดอุตสาหกรรมด้านการแพทย์ ยา สถานพยาบาลผู้สูงวัย ตอบสนองการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และด้านการรักษาอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การเพิ่มกิจการภาคการเกษตรที่มีนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก กิจการด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อแก้ไขปัญหาราคาพลังงาน
กางแผน “โรดโชว์”
พร้อมกันนี้ บีโอไอยังเตรียมแผนการโรดโชว์ในต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าประเทศ “ญี่ปุ่น” ยังเป็นประเทศเป้าหมายสำคัญ ด้วยญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนเบอร์ 1 ที่เข้ามาลงทุนสูงสุดในปี 2564 ถึง 178 โครงการ เงินลงทุน 80,733 ล้านบาท ทั้งยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตรงกับความต้องการอยู่แล้ว มีฐานการผลิตอยู่ที่ไทย การจะต่อยอดหรือขยายจึงไม่ใช่เรื่องยาก ล่าสุด นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้นำคณะเดินทางไปโรดโชว์ 19-23 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
ไม่เพียงเท่านั้น บีโอไอยังเตรียมแผนโรดโชว์ไปยังประเทศหลักที่เข้ามาลงทุน ซึ่งได้เริ่มเปิดประเทศแล้ว เช่น ยุโรป สหรัฐ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และไทยน่าจะใช้โอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก (MRT) ระหว่างวันที่ 19-22 พ.ค. 2565 นี้ เสริมสร้างบรรยากาศเพื่อดึงดูดการลงทุนด้วย
Source: ประชาชาติธุรกิจ
Need help with accounting, tax or company registration in Thailand?
Plizz handles bookkeeping, tax filing, payroll, company registration and corporate secretary work for SMEs in Thailand, all online. Tell us what you need and we will come back within one business day.


